ปฏิรูปสื่อ

ปฏิรูปสื่อ
27 Jan 2016
Want create site? With Free visual composer you can do it easy.

มีเรื่องที่หลายคนอาจดูว่าขำและสนุกดีทุกสิ้นปีคือการที่สื่อไทยสาขาต่างๆ ออกมาตั้งฉายาคนในวงการของตน เช่นสื่อด้านบันเทิงก็ตั้งฉายาบุคคลในวงการดารา นางแบบ นักร้อง ด้วยคำแรงๆ เช่นเดียวกับสื่อสายการเมืองตั้งฉายานักการเมืองและบุคคลในวงการบริหารกันอย่างสุดๆ

            คนก็ได้หัวเราะ และคุยสนุกว่าโดนหรือไม่โดน

            แต่ปีนี้สื่อด้านการเมืองไม่ตั้งฉายาใครเพราะสถานการณ์ไม่ปกติ ตั้งไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจโดนปรับทัศนคติ จึงรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง มีแต่สื่อด้านบันเทิงที่ออกมาเหมือนเดิม

            ฟังดูเอาเถิด “มือฉกตกสวรรค์” “หล่อลิ้นรัว” “ดาวเทียมไม่เจียมตัว” “ป๋าหมากกระชากหงอก” “ซือเจ๊สั่งลุย” เป็นต้น

            ซึ่งที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรักจะเป็นคนสาธารณะ ชอบออกสื่อและหรือออกทำมาหากินในเรื่องที่เกี่ยวพันกับคนส่วนใหญ่ของแล้ว ก็ย่อมเข้าใจได้ว่าการหลุดพ้นจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์แทบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้วการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อบ่อยครั้งเป็นการก้าวล่วงไปยังเรื่องส่วนตัวอย่างเลวร้าย ทั้งบ่อยครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่สร้างสรรค์ แต่เป็นการเหยียบย่ำ ซ้ำเติม เหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน จนถึงการกระทืบให้จมดินไปเลยทีเดียวก็มี

            ในสมัยก่อนมีนักข่าวบันเทิงที่มีคอลัมน์ในนสพ.ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง ที่ใครๆก็ต้องเข้าหา

            คนสร้างหนังกลัวที่จะโดนเขียนสับจนหนังที่ลงทุนหลายๆล้านพังพินาศ ก็จำเป็นต้องเข้าไปกราบกรานพร้อมเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อให้ปากกาด้ามนั้นงดเขียนทำลายและหันมาเขียนเชียร์

            นักเขียนอยากได้ดาราคนไหนมาหลับนอนด้วยก็ใช้ปากกาขีดกรอบบังคับ

            ไม่ยอมก็เขียนด่า เหน็บแหนม จนอยู่ในวงการไม่ได้

            ปัจจุบันแม้ไม่เอิกเกริกชัดเจนแบบแต่ก่อน แต่ใครจะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้หมดไป

            สื่อมวลชนไทยปากดี ปากเก่งเสมอ อวดตัวว่า “มีคุณภาพ” “รักความจริง สู้เพื่อความจริง” “เป็นปากเสียงของประชาชน” แต่พอเจอดีเข้าจริงๆก็เงียบเป็นเป่าสาก คำว่ามีคุณภาพ ก็ประเมินกันเอง รักและสู้เพื่อความจริงก็แค่เรื่องจิ๊บจ้อย หรือความจริงที่ตนเองเหยียบย่ำได้หรือได้ประโยชน์จากมันเท่านั้น

            ยิ่งเจอรัฐบาลบางชุดใช้งบประมาณแผ่นดินที่กระจายไปตามกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย

            ให้จัดสรรไปซื้อโฆษณาอย่างไร้สาระกับ นสพ.บางฉบับปีละเป็นร้อยล้าน พอสื่อนั้นๆได้รับนานเข้าก็เหมือนเสพติด แล้วกลายมาเป็นมือเท้าให้กับรัฐบาล เขียนแก้และบิดเบือนได้ทุกเรื่องไม่ว่าความชั่วช้าเลวทรามจะเห็นชัดเจน ตำตากันขนาดไหน แล้วสื่อ(บางฉบับ)ก็กลายเป็นองครักษ์พิทักษ์โจร หรือพายเรือให้โจรนั่ง โจมตีทุกคนทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกับรัฐบาลนั้นๆอย่างไร้จริยธรรม

            สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเนืองๆและอย่างต่อเนื่อง

            ที่น่าขำคือไม่เคยเลยที่ใครจะคุมพฤติกรรมของสื่อได้ สื่อมีอิสระอย่างไร้ขอบเขต ถ้าคิดจะเลวก็เลวได้อย่างกว้างขวางยิ่งกว่ามหาสมุทร

            สื่อจัดตั้งองค์การของตนเองขึ้นมาอ้างว่าเพื่อควบคุมกันเอง รัฐจะได้ไม่เข้ามายุ่ง แต่ครั้งใดที่องค์การเอาสื่อที่เป็นสมาชิกมาพิจารณาเรื่องจริยธรรมศีลธรรมที่บางฉบับหรือบางแห่งกำลังขาดแคลน สิ่งที่สื่อนั้นๆทำก็คือการลาออกจากองค์การเพื่อไม่ให้มีการสอบสวน จากนั้นก็ใช้หน้ากระดาษเปื้อนหมึกของตนเขียนแก้ตัวและทำลายคนคิดต่างต่อไปอย่างเมามัน

            ครั้งหนึ่งมีข่าวเปิดโปงว่าคนทำงานสื่อกว่า 20 คนทั้งอาวุโสและไม่อาวุโส และมาจากต่างๆสำนักกันได้รับเศษเงินเป็นรายเดือนจากบริษัทเอกชนใหญ่แห่งหนึ่ง สิ่งตอบแทนก็แค่เป็นพวกเขา เป็นสายให้ และช่วยแก้ต่างให้เวลาบริษัทนั้นวางแผนคดโกงผู้คนและทำลายธุรกิจชุมชนของชาวบ้านให้พังพินาศ

            ต้องบอกว่าทำอะไรก็ดีหมด เลวไม่ได้ ผิดไม่ได้

            เมื่อเป็นข่าวเปิดโปงออกมา ก็ร้อนตัว

            องค์การสื่อประกาศจะสอบสวนอย่างเต็มที่ แล้วตั้งคนที่ว่ามีชื่อเสียงน่าเชื่อถือในสังคมมา 7 คนเป็นกรรมการสอบสวน

            คุยขนาดเรียกว่า 7 อรหันต์ทีเดียวเชียว

            แต่พอตั้งแล้ว ก็จบแล้ว

            เป็นการซื้อเวลาให้ยืดยาวออกไป จากวันนั้นจนวันนี้ไม่เคยปรากฏผลหรือมีข่าวว่ามีการสอบสวนใดๆเกิดขึ้น สื่อที่รับเงินทั้งหลายก็มีความสุขและเป็นใหญ่ สุขภาพดี มีแรงรับใช้นายจ้างต่อไป เช่นเดียวกับ 7 อรหันต์ที่กลายเป็น 7 เป่าสากที่ไม่มีอะไรขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว

            เขาเล่นละครกัน สมคบกันตบตาประชาชน ทำทั้งๆที่รู้ว่าคนทั่วไปก็รู้ทัน รู้เช่นเห็นชาติ แต่เขารู้ว่าไม่มีใครทำอะไรได้ จะโกหกอย่างไร คนในสังคมก็ไม่มีประสิทธิภาพในการชี้ถูกเป็นถูก ชี้ผิดเป็นผิด

            ปัญหาของสื่อไทยเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง เพราะสื่อเรา(แม้จะไม่ทุกชิ้นหรือทุกฉบับหรือทุกช่อง)จำนวนไม่น้อยกำลังป้อนยาพิษให้กับสังคมทีละมากๆ ทีวีเราเต็มไปด้วยละครน้ำเน่าท่วมหูท่วมตาชาวบ้าน ดาราป่วยก็เป็นข่าวใหญ่พาดหัวได้แทบทุกวันในขณะที่ความเดือดร้อนของชาวไร่ชาวนาชาวสวนยางแทบจะไม่ได้พูดถึง ความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำในแผ่นดินที่นับวันจะมากขึ้นและกว้างขึ้น หรือความพิการและตายของทหารตำรวจชายแดนกลายเป็นสิ่งที่โลกลืม

            สังคมเราอ่อนแอ และนอบน้อมให้กับความไม่ถูกต้องมาตลอด

            ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าขำ ที่วันนี้บ้านเมืองพูดเรื่องการปฏิรูปกันมากมายแทบจะในทุกด้าน แต่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง “สื่อ” ไม่มีการ “ปฏิรูปสื่อ” อย่างจริงจัง หรือคิดกันให้ทะลุ

            สื่อยังคงอยู่เหนือการปฏิรูปทั้งมวล

            ตราบใดไม่ปฏิรูปสื่อ ตราบนั้นก็ไม่มีการปฏิรูปอันใดสำเร็จได้

บุญส่ง ชเลธร

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.
Share

ThaiSmileMedia

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *