ย้อนคิดทําไมให้ใจป่วน

ย้อนคิดทําไมให้ใจป่วน
18 Jan 2016
Want create site? With Free visual composer you can do it easy.

“ไม่มีเวลา” เป็นวลียอดฮิตของเทศกาลปีใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเจ้าปีใหม่เองนั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยสักนิด

ข้าพเจ้าเองก็ชอบทำตัวให้วุ่นแต่พองามไปกับเขาด้วย

ช่วงก่อนและหลังรอยต่อของปี เป็นแว่นขยายให้เห็นสัจธรรมว่าด้วยเรื่องเก่ากับใหม่ ก็เจ้าปีใหม่นี่

อีกไม่นานก็จะกลายเป็นปีเก่าที่เขาส่งท้ายให้ไปๆ เสีย ส่วนเจ้าปีเก่านั้นเล่า

ก็คือปีใหม่ที่ต้อนรับกันนักหนาเมื่อไม่นานมานี้

ส่วนดีของปีใหม่คือความเป็นข้ออ้างและพลังใจให้คนเราเริ่มต้นอะไรๆ ที่สมควรจะเริ่ม โดยมีปีเก่า

(ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปีใหม่) ร้องเตือนว่าฉันกำลังลาโรงแล้วนะ ไปแล้วไปเลยไม่หวนกลับ

ข้าพเจ้าชอบนั่งคนเดียวเงียบๆ ริมลำธาร มองสายน้ำไหล น้ำไหลผ่านไปเป็นสาย

ดูเหมือนเป็นน้ำเดียวกัน แต่ไม่ใช่ เหมือนวันเวลาที่ผันผ่านไม่หยุดยั้ง จะเก็บไว้

ดึงให้หยุดไว้ไม่ได้แม้เสี้ยววินาที อะไรที่เกิดขึ้นแล้วลบล้างไม่ได้ อะไรที่พูดไปแล้วก็กลืนกลับไม่ได้

ฉากชีวิตที่แสดงไปแล้วเรียกกลับมารื้อแสดงใหม่ไม่ได้ ถึงแม้จะหมุนเข็มนาฬิกากลับได้

แต่ก็ถอยเวลาจริงไม่ได้ อย่างเช่นคนที่ปดเรื่องอายุตัวเองนั้น ปดให้ใครๆ เชื่อได้ แต่อายุจริงแค่ไหนก็แค่นั้น

ถ้าเรียกเวลากลับคืนมาลบล้างหรือมาแปลงเปลี่ยนได้ ชีวิตคงไปไม่ถึงไหน

เพราะคงถอยไปเปลี่ยนโน่นนี่กันเป็นโกลาหล

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเองก็เคยติดที่จะถอยเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่ทำไปแล้ว

มารีเพลย์ในใจให้ตัวเองดูซ้ำ ป่วนใจน่ะสิ ทำนองเขกหัวตัวเองว่า ฉันน่าจะพูดอย่างนี้

ฉันไม่น่าแต่งตัวอย่างนั้น ตายแล้ว ฉันไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร คนเขาคงจะมองฉันว่าหยิ่ง หรือเฉิ่ม

หรืออะไรต่ออะไรตามแต่กรณี มองกลับไปสมัยนั้นแล้วอดสยองไม่ได้ว่า ถ้าทำได้

ครึ่งหนึ่งของชีวิตคงหมดไปกับการรีเพลย์ ลบล้าง ถ่ายซ่อม ตัดต่อ ดีไม่ดีเอาไปทำแต่งแต้มทางเทคนิค (post-

production) อีกด้วย

เฉพาะส่วนรีเพลย์นั้น ถ้าจะทำอย่างเป็นบวกก็ได้ เป็นลบก็ได้

อย่างลบก็คือทำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างห่วงตัวฉัน ซึ่งเปลืองเวลาและกัดกร่อนความมั่นใจ

อย่างเป็นบวกก็คือรีเพลย์สักครั้ง (ไม่เกินสองครั้ง) เพื่อทบทวน ทำอย่างนี้เกิดการเรียนรู้

และทำให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่พะวงหลัง สำคัญตรงต้องระวังไม่ให้ความห่วง ‘ตัวฉัน’

มาวุ่นวายระหว่างรีเพลย์

พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ เคยเล่าให้ฟังว่า

มีพระภิกษุหนุ่มชาวตะวันตกรูปหนึ่งเดินทางไปวัดสวนโมกข์

ในสมัยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเริ่มสร้างอาคารรูปเรือสำเภา

อีกหลายปีต่อมา ภิกษุหนุ่มกลับไปสวนโมกข์ เห็นคนงานยังก่อสร้างอาคารนั้นอยู่

จึงถามท่านอาจารย์พุทธทาสว่า ยังไม่เสร็จอีกหรือ คำตอบสั้นๆ ที่ได้รับคือ “เสร็จแล้ว”

ภิกษุหนุ่มงุนงง ก็เห็นกับตาว่ายังก่อสร้างอยู่ ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายเรียบๆ ว่า “เสร็จแล้ว

ส่วนที่สร้างไปแล้วก็เสร็จแล้ว

ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกสนิทใจกับภาพ ‘Father Time’ ซึ่งฝรั่งใช้เป็นบุคลาธิษฐานของกาลเวลา

ถึงแม้เข้าหลักอนิจจังก็เถอะ Father Time ของฝรั่ง เป็นคนแก่หลังโกง หนวดขาวยาวเฟื้อย มือถือเคียวยาว

เพื่อตัดทุกสิ่งอย่างให้สิ้นซากตามอายุขัย

ภาพบุคลาธิษฐานของ ‘เวลา’ ในความรู้สึกส่วนตัวข้าพเจ้า ไม่มีแก่ไม่มีเฒ่า

แต่เป็นเศรษฐีใจงามที่มีแต่ให้ มือที่แข็งแรงหยิบยื่นโอกาสใหม่ให้เราทุกขณะ

หยิบยื่นโอกาสให้สร้างสานชีวิต เหมือนก่อตึกที่ถึงแม้จะมีมนตร์เสกไว้ให้ทุบแก้ไม่ได้

แต่ก็สร้างต่อได้เรื่อยๆ จวบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต

ส่วนที่สร้างแล้วก็เสร็จไปแล้ว ส่วนที่กำลังสร้างนาทีต่อนาทีอยู่ขณะนี้สิที่สำคัญ

จะทำให้เป็นอย่างไรก็ได้ จะตามแผนก็ได้ จะเปลี่ยนแผนก็ได้

บทความนี้เขียนขึ้นมาขอบคุณ ‘เวลา’ เพราะทักษะชีวิตที่มีอยู่จะมากจะน้อยแค่ไหน มหาเศรษฐีชื่อ

‘เวลา’ ให้โอกาสฝึกเรียนมาทั้งสิ้น และจะให้ต่อไปจนชีวิตจะหาไม่

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.
Share

ThaiSmileMedia

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *