“It is more blessed to give than to receive.” (Acts 20:35)

“It is more blessed to give than to receive.” (Acts 20:35)
09 Dec 2015
Want create site? With Free visual composer you can do it easy.

เรื่อง: Daniel Gideon

 

ย้อนหลังไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมและเพื่อนที่โบสถ์ช่วยกันจัดงานการกุศลเพื่อมอบให้กับคนรู้จักที่ไปทำงานอาสาในที่ต่างๆ ทั่วโลก มีทั้งที่ยูกันดา เคนยา แคนาดา ญี่ปุ่น เป็นต้น เราทำกันมาทุกปี ปีนี้เราจัดแบบเลี้ยงน้ำชายามบ่าย ขายบัตรให้สมาชิกในโบสถ์และคนรู้จัก มีเพื่อนๆ มาช่วยกันเล่นเปียโน ร้องเพลง เป็นที่สนุกสนาน หน้าที่หลักของผมคือช่วยทำแซนด์วิช ขายบัตร ต้อนรับคนที่มาร่วมงาน ทุกปีเราจะรวบรวมเงินได้ประมาณสามพันกว่าปอนด์ ซึ่งไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับงานเล็กๆ ในบ่ายวันเสาร์

12143333_887146718034161_2654395619510618545_n

รายได้หลักนอกจากค่าตั๋วเข้างานแล้ว ครึ่งหนึ่งมาจากการประมูล หรือที่เรียกว่า Auction สิ่งที่มาประมูลก็มาจากคนที่จัดงาน หรือคนที่มาร่วมงานนั่นเอง เมื่อพูดถึงการประมูล ผู้อ่านอาจจะเดาว่า ส่วนใหญ่แล้วมันคือของที่คนเอามาบริจาคใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้ว 80% ของสิ่งที่นำมาประมูลคือการอาสาทำกิจกรรมต่างๆ ให้คนที่ประมูลได้ เช่น เคธี่และเอสเตอร์อาสาเป็นเป็นพี่เลี้ยงเด็ก (Babysitting) ทิมอาสาทำสวนให้ 1 วัน เฮเลนช่างทำผมรับตัดผมให้ 1 ครั้ง การประมูลเป็นที่สนุกสนานแก่ผู้มาร่วมงานทุกปี แต่ปีนี้มีรายการพิเศษอยู่ 1 รายการ ไม่เหมือนปีอื่นๆ คือการอาสาจัดเลี้ยงดินเนอร์ในธีมของศตวรรษที่ 13 ชื่อ “Magna a la Carta” ของกลุ่มโฮมกรุ๊ปที่มาศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลและอธิษฐานด้วยกันทุกเย็นวันพุธ ของเพื่อนผมชื่ออเดลล์ (Adele) รายการนี้ระบุว่า ต้องมีคนประมูลร่วมกัน 15 คนขึ้นไป ผมก็เป็น 1 ใน 15 คนที่ประมูลดินเนอร์แบบพิเศษนี้ได้

 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ขณะที่เขียนต้นฉบับคือกลางเดือนตุลาคน ผมก็ไปร่วมงาน “Magna a la Carta” ที่ประมูลมาได้ แบบไม่ได้คาดหวังอะไร แต่จากอีเมล์ของอเดลล์ที่เขียนมาคอนเฟิร์มเวลาและสถานที่กับทุกคน มันสนุกสนานเหมือนกับว่าพวกเราเป็นท่านเซอร์ ท่านลอร์ด หรือเลดี้ในยุคศตวรรษที่ 13 ผมก็เลยนึกสนุกไปด้วย ไปหาซื้อชุดศตวรรษที่ 13 มาใส่ไปงาน โดยไม่รู้ว่าจะมีคนแต่งมาแบบเราไหม เพราะคนที่ประมูลมาร่วมงานดินเนอร์ครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุที่เกษียณแล้วเสียส่วนใหญ่

 

งานดินเนอร์เพื่อการกุศลครั้งนี้จัดที่สโมสรคริกเก็ตแห่งหนึ่งแถวโบสถ์ของเราที่ Cockfosters ตรงที่จอดรถมีทิมแต่งตัวเป็นอัศวินมายืนโบกรถต้อนรับ ทุกคนที่มาร่วมงาน ไม่ว่าจะรุ่นคุณลุงคุณป้า คุณตาคุณยาย แต่งตัวกันมาแบบจัดเต็มไม่น้อยหน้ากันเลย ก่อนเข้างานผมก็เริ่มสนุกเสียแล้ว ในระหว่างงานก็ยิ่งสนุกสนานมากจริงๆ อาหารที่อเดลล์และเพื่อนๆ ในกลุ่มทำมาให้ทานแบบเต็มๆ 3 รายการรวมขนมหวาน รสชาติอร่อยมาก มีการจัดโต๊ะอาหาร ตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม มีการแสดงย้อนยุคไปในศตวรรษที่ 13 เกี่ยวกับเรื่องข้อสัญญาที่กษัตริย์จอห์นทำไว้กับกลุ่มพวกบารอน (Barons) ในยุคนั้น ที่เรียกกันว่า “Magna a la Carta” จบท้ายด้วยรายการตอบปัญหาจากเรื่องที่นำมาแสดง บทสนทนาบนโต๊ะอาหารจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของแต่ละคน บางคนบรรพบุรุษมาจากฝรั่งเศสบ้าง เยอรมนีบ้าง บางคนก็มีบรรพบุรุษเป็นคนอบขนมปังที่มากับเจ้าหญิงของประเทศเขา ที่มาแต่งงานกับกษัตริย์หรือเจ้าชายของประเทศอังกฤษ บางทีก็คุยกันเรื่องเพื่อนของพวกเราที่ทำงานอาสาในประเทศต่างๆ บรรยากาศทั้งงานมีแต่รอยยิ้มและเต็มไปด้วยความสุขที่ผมสัมผัสได้

 

ความสุขครั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณอเดลล์และทุกคนในกลุ่มที่มาช่วยกันทั้งออกแรง ออกเงินกันเอง เพื่อทำให้ดินเนอร์เล็กๆ เป็นดินเนอร์ที่มีแต่เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุขมากๆ อีกวันหนึ่ง การอยู่ห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆ ที่มีจิตใจดี ผมถือว่า เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดีให้ตัวผมเอง และยังเป็นการป้องกันมลพิษจากคนบางคน และจากความวุ่นวายของโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้อีกด้วย

 

ความสุขที่ได้มาไม่ใช่เกิดเฉพาะแก่ผู้ที่มาร่วมงานเท่านั้น แต่ผมสังเกตได้ถึงความสุขที่แสดงออกมาจากสีหน้าและรอยยิ้มของทีมผู้จัดงานด้วยเช่นกัน อย่างที่ Apostile Paul ได้กล่าวไว้ว่า It is more blessed to give than to receive.” การให้ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น บางครั้งเรากลับได้รับความสุขคืนกลับมาไม่น้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว แม้ว่าคนให้จะไม่ได้คิดว่าจะต้องได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นับว่าเป็นความจริงอยู่เสมอในโลกของเราใบนี้ก็คือ “ความสวยงามที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์ คือความจริงที่ว่า การเติมความสุขให้ผู้อื่น มักทำให้เราเต็มเสียเอง…”

 

ขอบคุณอเดลล์และเพื่อนๆ ทุกคนมากอีกครั้งครับสำหรับความทรงจำที่ดีวันนี้….

12115634_887146738034159_6419417927654993849_n

ก่อนจากกันฉบับนี้ ผมมีเรื่องที่มีแง่คิดที่ดีอีกเรื่องมาฝาก บางคนอาจจะเคยอ่านมาแล้วบนเว็บไซต์ที่ส่งต่อๆ กันมา ในเว็บของอังกฤษก็มีบางคนให้ความเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องจริงบ้าง เรื่องสมมติขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ว่าจะใช่เรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม อ่านแล้วก็ได้แง่คิดดีๆ เหมือนประโยคที่ว่า It is more blessed to give than to receive.”

เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วมีคนเล่าต่อๆ กันมาดังนี้…

มีชาวนาชาวสกอตแลนด์ผู้ยากจนคนหนึ่ง ชื่อเฟลมมิง

วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ในไร่ เฟลมมิงก็ได้ยินเสียงร้องให้ช่วยดังมาจากบึงโคลนที่อยู่ไม่ไกลแถวนั้น

โดยไม่ต้องคิด เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้ววิ่งตรงไปที่บึงอย่างรวดเร็ว

แล้วเมื่อเข้าใกล้ เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกโคลนดูดอยู่กลางบึง ยิ่งเขาพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมากเท่าใด เด็กหนุ่มก็ยิ่งจมลงไปในโคลนมากขึ้นเท่านั้น

ตอนนี้โคลนอยู่สูงถึงหน้าอกของเขาแล้ว เด็กหนุ่มจึงร้องอย่างกลัวความตาย เมื่อเห็นอย่างนั้น เฟลมมิงก็วิ่งลุยโคลนลงไปโดยไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง เขาต้องช่วยเด็กหนุ่มออกมาให้ได้

โชคดีเป็นของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงอยู่ตรงนั้น ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย

ในวันต่อมา มีรถม้าอันหรูหราสวยงามมาจอดตรงหน้าบ้านอันยากแค้นของเฟลมมิง แล้วขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเครื่องแต่งกายงดงามก็ก้าวลงจากรถม้า เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กหนุ่มที่เฟลมมิงช่วยไว้เมื่อวานนี้

“ข้าต้องการจะตอบแทนเจ้า” ชายสูงศักดิ์กล่าว “ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของข้าไว้”

“ข้ารับค่าตอบแทนจากสิ่งที่ข้าทำลงไปไม่ได้หรอก” เฟลมมิงตอบกลับ

และในเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของเขาก็เดินออกมาจากตัวบ้าน

“นั่นคือลูกชายของท่านใช่หรือไม่ ?” ชายสูงศักดิ์ถาม

“ใช่”

“ถ้าเช่นนั้นข้ามีเรื่องจะตกลงกับเจ้า ข้าอยากช่วยลูกชายของเจ้าให้ได้เรียนหนังสือมากเท่าที่ลูกชายของเจ้าพอใจจะได้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าลูกชายของเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเขาแล้ว เขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่พวกเราจะต้องภาคภูมิใจอย่างไม่ต้องสงสัย”

เฟลมมิงตอบตกลงรับข้อเสนอนั้น

12140839_887147294700770_230434312823114245_n

ต่อมาลูกชายของเฟลมมิงจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด หลังจากที่เขาเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ของโรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ในลอนดอน ชายหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อของเซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาเพนนิซิลินนั่นเอง

ภายหลัง ลูกชายของชายสูงศักดิ์ที่เฟลมมิงได้ช่วยไว้จากโคลนดูดก็ล้มป่วยด้วยโรคปอด แล้วอะไรล่ะที่ช่วยชีวิตเขาไว้ได้อีกครั้ง ?

แน่นอน นั่นก็คือยาเพนนิซิลิน

ชื่อของชายสูงศักดิ์คนนั้นคือลอร์ด แรนดอลฟ์ เชอร์ชิลล์

และลูกชายของเขามีชื่อว่าเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

 

It is more blessed to give than to receive.”

ขออธิษฐานให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในการให้เหมือนบุคคลหลายๆ คนในบทความนี้นะครับ

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.
Share

ThaiSmileMedia

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *